Tuesday, June 2, 2015

20 อันดับหนังดีที่น่าดู


         

                      
             20 อันดับหนังดีที่น่าดู              
       
        20 : Moulin Rouge


             เมื่อ Christian (Ewan McGregor) นักเขียนหนุ่มไฟแรงที่เชื่อมั่นในความรัก เดินทางมาเสนองานเขียนให้กับไนท์คลับมูแลง รูจ ที่สุดแสนจะอลังการของปารีส และที่นั่นนั่นเองทำให้เขาได้เจอกับ Satine (Nicole Kidman) โสเภณีที่ขึ้นชื่อว่าสวยที่สุดในเมือง หลังจากนั้นทั้งสองก็ได้ตกหลุมรักกันอย่างโงหัวไม่ขึ้นแต่ทว่าอุปสรรคต่างๆ ก็ถาโถมมาเกินกว่าทั้งคู่จะรับมือไหวเช่นกัน

Moulin Rouge! เป็นหนังเพลง Drama Musical Romance ซึ่งนำบทเพลงต่างๆ ที่ได้รับความนิยมกว่า 28 เพลง มาปรับปรุงใหม่ให้เข้ากับสถานการณ์ต่างๆและฉากร้องเพลงราวกับโรงละครที่หรูหรา จนแทบจินตนาการไม่ถึง โดยเพลงที่ต้องชูให้หนังเรื่องนี้เลยคือเพลง "Your Song" ของ Elton John เพราะเพลงนี้ทำให้ Moulin Rouge!โรแมนติกมากขึ้นจนหลายๆคนต้องเสียน้ำตา และยังเป็นฉากที่ Christian ร้องเพลงให้กับ Satine ทำให้ไม่คิดเลยว่า Ewan McGregor เสียงจะทรงพลัง และsexy มากได้ขนาดนี้ ทั้งหมดนี้ Moulin Rouge! จึงเป็นหนังเพลงอันดับต้นๆเลยที่ไม่ควรจะพลาด

Cr.https://www.youtube.com/watch?v=dtEgAx80NC4



          19 : Drive 

           
            ผลงานที่ควรค่าแก่การรับชมโดยนักแสดงหนุ่ม ไรอัน กอสลิ่ง ว่าด้วยเรื่องราวของหนุ่มสตันท์แมนในกองถ่ายที่รับจ็อบลับๆยามราตีเป็นโชเฟอร์รับจ้างให้กับอาชญากรทั่วราชอาณาจักร กระทั่งเหตุการณ์มาถึงจุดเปลี่ยนเมื่อเขาได้เข้ามาอยู่ในวังวนชีวิตของหญิงสาวเพื่อนบ้าน และต้องช่วยเธอและครอบครัวได้รอดปลอดภัยจากอำนาจมืดที่สุดแสนจะอันตราย

หนังมาพร้อมเนื้อหาที่ขับเคลื่อนได้อย่างน่าติดตาม เพราะอัดแน่นไปด้วยปมประเด็นที่แข็งแกร่งระหว่างตัวละคร พร้อมด้วยฉากที่ใส่เข้ามาเพื่อเซอร์วิสคอหนังประเภทเน้นรับแรงกระแทกเป็นหลัก คุณจะได้เห็นซีนขายความมันส์ แบบดุดิบเดือดที่เน้นความบันเทิงในระดับที่ทำให้หัวใจเต้นรัวแรงไปตามจังหวะขับเคลื่อนของยานพาหนะ รวมไปถึงการปูเรื่องให้ยากเกินคาดเดาตามสไตล์ผู้กำกับ นิโคลัส วินดิ้ง เรฟิ่น ที่หันมาทำหนังแนวนี้ได้อย่างมีจังหวะจะโคนที่น่าประทับใจ พร้อมนำเสนอแง่มุมของหนังแอ็คชั่นด้วยคอนเซ็ปต์ฉลาดๆ ที่ทำให้ผู้ชมสามารถสนุกคิดไปกับเรื่องราวที่อยู่ภายใต้ที่ทรงพลังและ Stunning ทุกวินาที
Cr.https://www.youtube.com/watch?v=b8nKJU9qoaM


          18 : Persepolis 

               ปกติเราจะได้เห็นหนังดราม่าเกี่ยวกับสงครามเวียดนาม สงครามโลกครั้งที่ 1-2 หรือสงครามในตะวันออกกลางแต่เป็นมุมมองตะวันตกกันมาเยอะแล้ว เราเคยคิดหรือไม่ว่าแล้วมุมมองคนในตะวันออกกลางเขามองยังไง โดยเฉพาะสตรีที่นับถือศาสนาอิสลามในประเทศที่มีสงครามทั้งภายในและภายนอกอย่างอิหร่านเขาจะได้รับผลกระทบอย่างไรกันบ้าง Persepolis คือหนังอัตชีวประวัติของผู้กำกับเอง โดยเล่าถึงเหตุการณ์ที่เธอต้องพบเจอตั้งแต่ยังเด็กอาศัยในอิหร่าน เจอสงครามปฏิวัติล้มล้างการปกครองภายในประเทศ (ปีเดียวกับเหตุการณ์ในหนังเรื่อง Argo) ความน่าสนใจของ Persepolis อยู่ที่การเล่าเรื่องในมุมของผู้กำกับอย่างเรียบง่ายแต่สะท้อนถึงปัญหาต่าง ๆ ได้ชัดเจน ตั้งแต่ปัญหาการเมืองรอบตัว และผลกระทบจากการจำกัดสิทธิสตรีที่เธอต้องประสบในภายหลัง อนิเมชั่นการเมืองเรื่องเยี่ยมที่คุณไม่ควรพลาด
         17 : Cast Away


           เป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ (อีกครั้ง) ของออสการ์ที่ปฏิเสธตุ๊กตาทองตัวที่ 3 ให้กับ “ทอม แฮงค์” และเป็นกรณีศึกษาชั้นเลิศที่เหมาะแก่การหยิบยกขึ้นมากล่าวอ้างถึง “การแสดง” ที่ทรงพลังและตราตรึงที่สุดบทบาทหนึ่งในโลกภาพยนตร์ แต่พลาดรางวัลออสการ์ไปอย่างน่าประหลาดใจ

ลำพังความซับซ้อนของเนื้อเรื่องที่พูดถึงชายที่ต้องไปติดอยู่บนเกาะร้างและหาทางเอาชีวิตรอดตลอดระยะเวลา 4 ปี นั้น เกือบจะพูดได้ว่าหนังแทบไม่มีอะไรเลย แต่การถ่ายทอดบทบาท “ชัค โนแลน” ที่ยิ่งกว่าคำว่า “Outstanding” ของทอม แฮงค์ ทำให้การนั่งดูตัวละครสรรหาสารพัดวิธีเอาตัวรอดแทบทั้งเรื่อง กลายเป็นประสบการณ์อันสุดพิเศษและดึงดูดสายตาของเราได้ตั้งแต่ต้นจนจบ
 Cr. https://www.youtube.com/watch?v=PJvosb4UCLs

         16 : Patton 

             เราอาจจะแบ่งหนังชีวประวัติออกเป็นสองประเภทคือบุคคลนั้นเล่าเรื่องตัวเอง หรืออย่าง Patton ที่เป็นมุมมองการตีความบุคคลในประวัติศาสตร์จากสายตาบุคคลที่สาม หนังเลือกจะเชิดชูยกย่องวีรบุรุษผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของฝ่ายสัมพันธมิตร นายพลผู้ถูกการเมืองเล่นงาน ตกเป็นเหยื่อของการเมืองอเมริกาที่ต้องการเอาใจอังกฤษและสนับสนุนแนวรบตะวันออกอย่างรัสเซียเพื่อชนะสงคราม ในแง่มุมหนึ่งเราอาจจะบอกได้ว่า ‘การเมืองและสงคราม' เป็นสิ่งที่คงอยู่คู่กันมาโดยตลอดเฉกเช่นเดียวกับ‘ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมเรื่อง Patton ที่ไม่มีวันเลือนหายไปจากความทรงจำ’
Cr. https://www.youtube.com/watch?v=g-0dTpzNzwo
          
           15 : Gladiator 

            ผู้กำกับ ริดลี่ย์ สก็อตต์ ปลุกชีพหนังมหากาพย์อาณาจักรโบราณให้กลับมาครองใจผู้ชมได้อีกครั้ง หลังจากตกยุคไปนานแสนนาน และทำได้ยอดเยี่ยมยิ่งใหญ่ในระดับใกล้เคียง Ben-Hur และ Spartacus เสียด้วย แม้จะเล่าเรื่องตามสูตรสำเร็จอย่างนายทหารผู้ภักดีต่อจักรวรรดิ ที่ถูกทรราชหักหลังและใส่ร้ายป้ายสี จนชีวิตพลิกผันกลายเป็นทาส และเข้าสู่สนามประลองฝีมือการต่อสู้สุดอันตราย ที่จะกู้ศักดิ์ศรีของเขาคืนมา แต่ คุณปู่ริดลี่ย์ ก็ทำให้หนังออกมาสนุกสนาน เข้มข้นตั้งแต่ต้นจนจบ เทคนิคพิเศษด้านภาพที่เนรมิตกรุงโรมยุคโบราณขึ้นมาได้อย่างสมจริงก็สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้ชมได้มากทีเดีย
Cr. https://www.youtube.com/watch?v=owK1qxDselE

           14 : โหมโรง 

                 ไม่น่าแปลกใจที่โหมโรงในตอนแรกจะเป็นหนังที่ถูกเมิน เพราะหน้าหนังมันเหมือนเป็นหนังเชิดชูประเพณีและวัฒนธรรมอันดีงามในแบบที่นักดูหนังชาวไทยมักจะเบือนหน้าหนี แต่มันก็ยิ่งไม่น่าแปลกใจเมื่อตัวหนังสามารถสะสมคะแนนความนิยมจนกลับกลายเป็นหนึ่งในหนังไทยที่จะถูกนำมาพูดถึงเมื่อเราถามหาคุณภาพของหนังไทย และที่สำคัญมันยังเป็นมาตรฐานอันสำคัญในการทำหนังแนวอนุรักษ์นิยมให้ดูสนุกเลยทีเดียว

                 ความยอดเยี่ยมของ โหมโรง คือการนำระนาด เครื่องดนตรีไทยที่อาจะถูกมองว่าเชยมาเป็นตัวขับเคลื่อนเรื่องราวได้อย่างน่าสนใจ และน่าติดตามโดยเฉพาะฉากการดวลระนาดอันดุดัน รุนแรง และสวยงามจนเป็นหนึ่งในซีนน่าจดจำอันดับต้นๆของหนังไทยเลยทีเดียว และอย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้น ถึงแม้หน้าหนังจะเป็นหนังเชิดชูศิลปะวัฒนธรรมไทย แต่การเล่าเรื่องไม่ยัดเยียด ไม่บีบบังคับให้เราต้องรัก หนังกลับปล่อยให้เรื่องราวและบทภาพยนตร์อันยอดเยี่ยมที่พาให้คนดูได้เห็นมุมมองใหม่อันน่าทึ่ง ตื่นตะลึง และรู้สึกตื้นตันในความเป็นเจ้าของวัฒนธรรมโดยที่ไม่จำเป็นต้องสั่งให้รักเลยแม้แต่น้อย
Cr. https://www.youtube.com/watch?v=nq596qeX8Vc

           13 : A Separation 

                หนังอิหร่านที่เล่าเรื่องของคู่สามีภรรยาที่กำลังจะหย่าร้างกัน โดยพาเราไปพบกับเหตุการณ์ความขัดแย้งของตัวละครอื่นๆ ที่เต็มไปด้วยความยอกย้อน สะท้อนภาพของสังคม ผ่านบทสนทนาที่ค่อยๆเผยด้านมืดตัวละครแต่ละคนออกมา ความจริงที่ค่อยๆปอกเปลือกตัวตนที่แท้จริงออกอย่างบรรจง จนทำให้ผมรู้สึกหน้าชาทุกครั้ง

                หนังสามารถดึงเอาเรื่องของศาสนาและวัฒนธรรมมาเกี่ยวโยง เป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นจนเรียกว่าใครก็ลอกเลียนแบบไม่ได้ ราวกับได้ชมราโชม่อนเวอชั่นใหม่ ทรงพลัง และมีบทสรุปที่ตอกหน้าสังคมกับคนดูให้หน้าหงายไปตามๆกัน สำหรับผมแล้ว มีหนังไม่กี่เรื่องที่ดูจบแล้วมีความรู้สึกอยากจะลงไปก้มกราบคนเขียนบทงามๆ และหนังเรื่องนี้ก็คือหนึ่งในนั้น
Cr. https://www.youtube.com/watch?v=58Onuy5USTc

              12 : Harry Potter and the Prisoner of Azkaban 

                ในบรรดาหนัง Harry Potter ทั้ง 8 ภาค (ภาคสุดท้ายซอยเป็น 2 ภาค) เราชอบภาค 3 หรือตอน The Prisoner of Azkaban นี้มากที่สุด เพราะเป็นภาคที่เด็กๆ เริ่มโตขึ้น ตัวละครมีมิติมากขึ้น โลกเวทมนตร์ของพวกเขาน่าสนใจมากขึ้น ตัวละครก็ค่อยๆ เยอะขึ้น และเรื่องราวก็เริ่มสนุกเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ

                   Harry Potter and the Prisoner of Azkaban มีสิ่งเด่นๆ ที่พิเศษจากภาคอื่นๆ หลายอย่าง เช่น Buckbeak, ไม้กวาดรุ่นใหม่ Firebolt, Hogsmeade, ความลับของ Hermione ฯลฯ โดยภาพรวม เราว่าเรื่องราวน่าติดตามมากขึ้น ถึงแม้จะซับพล็อตเยอะ แต่ก็ผูกเรื่องดี และหักมุมได้น่าประทับใจกว่าภาคอื่นๆ ที่สำคัญ Hermione (Emma Watson) ตัวละครโปรดของเรา ยังมีบทบาทโดดเด่นกว่าใครๆ
Cr. https://www.youtube.com/watch?v=lAxgztbYDbs

           11 : Psycho 

              ก่อนจะเอา Psycho มาดูเป็นรอบแรกในชีวิตนั้น เคยถามตัวเองว่า "เราจะชอบมันไหมนะ?" เพราะรู้อยู่ครับว่านี่คือหนังระดับตำนาน แต่ขณะเดียวกันมันคือหนังขาวดำสูงอายุที่เก่ากว่า 50 ปี เลยอดคิดไม่ได้ว่ามันจะน่าเบื่อไหม มันจะเชยไหม และยิ่งรู้เนื้อเรื่องทั้งหมดแล้วก็ยิ่งกลัวว่าความสนุกที่พึงมีจะลดลง... แต่คิดผิดอย่างแรง!

"หนังดีจริงต้องอมตะเหนือกาลเวลา" คือนิยามที่เหมาะกับหนังเรื่องนี้อย่างที่สุดครับ เพราะแม้หนังจะเก่า แต่งานสร้างสุดยอดมากๆ ไม่ว่าจะดนตรีที่หลอกและหลอนอารมณ์ผู้ชมอย่างได้ผล, มุมกล้องหลากลีลาที่แต่ละฉากมันสื่อนัยบางอย่าง บางฉากก็ถ่ายมุมแคบให้เราอึดอัดแบบจงใจ บางคราวกล้องก็จับไปที่ "อุปกรณ์ประกอบฉาก" ที่สื่อถึงชะตากรรมหรือความคิดของตัวละครในเวลาต่อมา ไหนจะการเล่นแสงเงาเพิ่มความน่ากลัวให้กับหนัง อีกทั้งดาราแต่ละคนก็ถ่ายทอดบทบาทได้อย่างเป็นธรรมชาติ โดยเฉพาะ Anthony Perkins ที่เหมาะกับบท "นอร์แมน เบตส์" ที่สุดในสามโลก

หนังเรื่องนี้คือหลักฐานที่ดีที่สุดที่ยืนยันว่าฉายา "ราชาเขย่าขวัญ" (The Master of Suspense) คู่ควรกับชายชื่อ Alfred Hitchcock ผู้สร้างสรรค์หนังเรื่องนี้อย่างไร้ข้อกังขา
Cr. https://www.youtube.com/watch?v=NG3-GlvKPcg

            10 : 
Wall-E 

                  เป็นอนิเมชั่นที่ “ล้ำ” เกินกว่าจะเป็นแค่อนิเมชั่นสนุกๆ สำหรับเด็กจริงๆ เพราะนี่คืองาน “ขายไอเดีย” ขนานแท้ โดยการมองโลกปัจจุบันและต่อยอดไปสู่การทำนายโลกอนาคต หนังพูดถึงประเด็นที่นำสมัยและได้รับความตื่นตัวไปทั่วโลกอย่างเรื่อง “ความเสื่อมโทรม” ของสภาพแวดล้อมที่เกิดจากน้ำมือของมนุษย์ จนตัวเองไม่สามารถอาศัยอยู่บนโลกใบนี้ได้อีกต่อไป

แม้พล็อตหนังจะทั้งใหญ่และหนักหนาเอาการ แต่ยอมรับว่าหนังเก่งกาจมากๆ ในการเล่าเรื่อง มีการใส่ธีมโรแมนติกไซไฟและผจญภัยเข้าไปทำให้หนังดูสนุกและน่ารัก รวมไปถึงการสร้างคาแรกเตอร์ของสองหุ่นยนต์ “วอลล์อี” และ “อีฟ” ที่ทั้งน่ารัก น่าจดจำ และถ่ายทอดความโรแมนติกผ่านอวัจนภาษาได้อย่างน่าเหลือเชื่อ
Cr. https://www.youtube.com/watch?v=alIq_wG9FNk

           9 : The Bourne Ultimatum 

               หากจะมีหนังแอคชั่นสักเรื่องที่เปิดฉากไล่ล่าสร้างความระทึกแก่ผู้ชมได้ตั้งแต่วินาทีแรก จนถึงวินาทีสุดท้าย ชนิดไม่ต้องพักหายใจกันเลย 'The Bourne Ultimatum' ของผู้กำกับ Paul Greengrass คือเรื่องแรกๆที่อยู่ในทำเนียบนี้ได้อย่างสง่างามและไร้ข้อกังขา โดยเฉพาะการนำเสนอสไตล์กล้องส่ายของ Greengrass ที่ช่วยให้หนังขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยบรรยากาศกดดัน ลุ้นระทึกได้อย่างสมบูรณ์ยิ่งขึ้นไปอีก นี่คือหนังแอคชั่นที่มีบทที่เฉียบขาดและการนำเสนอในมือของผู้กำกับที่ถูกคน ผ่านทีมนักแสดงที่คัดเลือกมาได้ลงตัว ผลลัพธ์ที่ได้คือภาคจบของไตรภาค ‘Bourne’ ที่ปิดฉากได้ยอดเยี่ยม ทั้งยังตอกย้ำชัดเจนว่าทำไมหนังตระกูลนี้ถึงแตกต่างจากหนังแอคชั่นสายลับทุกเรื่องที่เคยมีมา
Cr. https://www.youtube.com/watch?v=ZT2ZxjUjSo0


            8 : Jaws 

                  การมีอยู่ของหนังเรื่อง Jaw นั้นก็สามารถสร้างมาตรฐานให้กับหนังแนวสัตว์ยักษ์กินคนขึ้นมาได้อย่างสูงลิบลิ่ว เนื่องจากหนังเรื่องนี้นั้นนับว่าทำออกมาได้ค่อนข้างกลมกล่อมทั้งส่วนของมนุษย์และฉลามที่ถูกยกให้มีความสำคัญพอๆกันและไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนั้นโดดเด่นจนเกินไป ฉากฉลามก็ทำออกมาได้อย่างดุร้ายส่วนคนก็สร้างมิติความเป็นมนุษย์ออกมาได้อย่างดีจนไม่รู้สึกเหนื่อยใจเหมือนหนังสัตว์ประหลาดกินคนทั่วๆไปที่สร้างตัวละครฝ่ายมนุษย์มาเพื่อมีหน้าที่วิ่งกับตายเท่านั้นและที่สำคัญนี่คือหนังที่สร้างปรากฏการณ์ให้คนไม่กล้าลงเล่นน้ำไปนานนับเดือนเลยทีเดียว
Cr. https://www.youtube.com/watch?v=U1fu_sA7XhE

           7 : The Usual Suspects 

                เราอาจจะเคยผ่านช่วงเวลาแห่งยุค 'หนังหักมุม' กันมามากแล้ว และสำหรับผมแล้ว ในแง่ของการทำหน้าที่เป็นหนังที่มี Plot twist หรือการหักมุมแล้ว ไม่มีเรื่องไหนเกินไปกว่าหนังเรื่องนี้ เนื้อเรื่องกล่าวถึงโจร 5 คน ที่ไปเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เรือส่งสินค้าระเบิดและมีผู้เสียชีวิตมากมาย ตำรวจจับผู้ต้องสงสัยมาสอบสวน เรื่องราวดำเนินไปเรื่อยๆก็ยิ่งพบเบาะแสและต้นตอของเหตุการณ์ทั้งหมด ผ่านกลวิธีการเล่าเรื่องแบบ ‘ผู้เล่า’ เป็นเจ้าของเรื่องราว (แบบเดียวกับ Rashomon, Courage Under Fire หรือ Hero) เป็นการนำมาผสมกับการดำเนินเรื่องได้อย่างชาญฉลาด ทำให้หนังนั้นมีดีมากกว่าแค่เป็นหนังหักมุมอย่างที่หลายคนยกย่อง และยังส่งให้ชายผู้มีชื่อโนเนมอย่าง เควิน สเปซีย์ กลายเป็นนักแสดงดาวค้างฟ้ามาจนถึงทุกวันนี้
Cr. https://www.youtube.com/watch?v=oiXdPolca5w

           6 : Saving Private Ryan 

               ถ้าหากจะให้คอหนังแนวสงครามลิสต์รายชื่อหนังสงครามว่ามีเรื่องไหนที่พวกเขาชอบบ้าง?

1 ในคำตอบของทุกคนย่อมมีหนังเรื่องนี้อยู่ในลิสต์หนังที่พวกเขาชื่นชอบแน่นอน หนังจะนำเสนอเรื่องราวดราม่าเข้มข้นและจริงจังโดยมีฉากหลังของเรื่องเป็นสมรภูมิในสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทหารกลุ่มหนึ่งนำโดยผู้กองจอห์น มิลเล่อร์(ทอม แฮงค์)ได้รับภารกิจให้ไปตามหาตัวพลทหารเจมส์ ไรอัน(แมตต์ เดมอน)เพื่อส่งเขากลับบ้านด้วยเพราะพี่ชายทั้ง 3 คนของเจมส์ได้เสียชีวิตในสนามรบหมดแล้ว ทางการจึงไม่นิ่งนอนใจและอยากที่จะรักษาชีวิตลูกชายคนสุดท้ายของตระกูลนี้ นั่นทำให้ภารกิจงมเข็มในกองเข็มได้เริ่มต้นขึ้นท่ามกลางข้อสงสัยของคนในหน่วยค้นหาว่าทำไมพวกเขาทั้งหมดจะต้องเสี่ยงชีวิตเพื่อช่วยเหลือคนๆเดียวด้วย?

ตลอดทั้งเรื่องเราจะได้เห็นภาพความโหดร้ายของสงครามผ่านการถ่ายทอดเรื่องราวโดยกองทหารกลุ่มนี้ ในระหว่างนั้นหนังจะให้เราได้ทำความรู้จักคาแรคเตอร์แต่ละตัวเพื่อให้เรารู้สึกผูกพันกับพวกเขาด้วยการพาเหล่าตัวละครเข้าไปเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ต่างๆระหว่างที่กำลังเดินทางออกตามหาพลทหารไรอัน หนังยังแทรกประเด็นยิบย่อยเพื่อสร้างอรรถรสให้กับเรื่องราว ไม่ว่าจะเป็นประเด็นขำๆหรือประเด็นบีบหัวใจคนดูก่อนที่จะสรุปทุกอย่างให้เราได้รู้กันในตอนท้ายเรื่องได้อย่างยอดเยี่ยม
Cr. https://www.youtube.com/watch?v=8EsVtn2GvBo

           5 : The Sting 

                หนังเรื่องนี้มีความพิเศษอยู่หลายอย่าง มันเป็นหนังเกี่ยวกับ “นักต้มตุ๋น” เรื่องเดียวที่ได้รับรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ฉะนั้นแนวทางของหนังจึงมีเอกลักษณ์แตกต่างจากหนังออสการ์สูตรสำเร็จทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด อีกทั้งสามารถพิสูจน์ให้เห็นว่าหนังออสการ์ก็ดูสนุกได้ ด้วยการมอบความบันเทิงชั้นดีที่ดูง่าย ดูเพลิน และชาญฉลาด  หนังมาพร้อมกับบทภาพยนตร์ที่หักเหลี่ยมเฉือนคมและพลิกแพลงได้อย่างน่าทึ่ง รวมถึงโทนหนังที่กลมกล่อมไปด้วยส่วนผสมระหว่างงานดราม่า อาชญากรรม และคอเมดี้ที่จัดวางอย่างลงตัว คงไม่ใช่เรื่องเกินจริงที่จะพูดว่า นี่เป็นหนังออสการ์ที่ดู “สนุกที่สุด” เรื่องหนึ่ง และเป็นหนังนักต้มตุ๋นที่ “ดีที่สุดตลอดกาล”
Cr. https://www.youtube.com/watch?v=5-Fh2pMLFOM

           4 : The Dark Knight 

                พูดได้เต็มปากกว่า Christopher Nolan ทำให้ The Dark Knight กลายเป็นสุดยอดแห่งหนังซูเปอร์ฮีโร่ทั้งมวล แบทแมนภาคนี้ยังคงเป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่อยู่ ทว่าไม่ใช่หนังแฟนตาซีเหนือจริงตามสูตรสำเร็จ แต่มันมาพร้อมภาพสะท้อนให้เห็นว่า "หากมีซูเปอร์ฮีโร่ในโลกนี้จริงๆ แล้ว สังคมจะเป็นเช่นไร?" ซึ่งหนังซูเปอร์ฮีโร่ส่วนมากลงท้ายด้วยธรรมะชนะอธรรม แต่ The Dark Knight ทำให้เราตระหนักว่าโลกจริงๆ ซับซ้อนกว่าในการ์ตูน และต่อให้มีซูเปอร์ฮีโร่จริงๆ ก็ใช่จะทำให้บ้านเมืองสงบได้ง่ายๆ มันยังมีปัจจัยอีกมากมายที่จะเปลี่ยนเหตุร้ายให้กลายเป็นดี หรือเปลี่ยนคนดีให้กลายเป็นร้าย

ปกติหนังสักเรื่องจะมีไคลแม็กซ์ไม่กี่ฉาก (แค่ 3 ฉากก็เก่งแล้ว) แต่กับเรื่องนี้ทุกฉากมีความสำคัญ เป็นเหมือนไคลแม็กซ์ย่อยๆ มาเรียงต่อกัน บทก็เข้มข้น ดนตรีได้ใจ ดาราก็โคตรยอด (โดยเฉพาะ Heath Ledger ผู้ล่วงลับ)

สรุปว่าเรื่องนี้จะดูเอามันส์, เอาคุณภาพ, เอาสาระ, เอาไปวิเคราะห์สังคม หรือเอาไปศึกษาว่าหนังที่ได้ชื่อว่า "สุดยอด" ต้องมีองค์ประกอบอะไรบ้าง ก็ล้วนตอบโจทย์ได้ในทุกจุดประสงค์... ว่าแล้วต้องดูอีกรอบ
Cr. https://www.youtube.com/watch?v=EXeTwQWrcwY

            3 : Schindler's List 

                  คงไม่มีหนังเรื่องไหนจะถ่ายทอดภาพความโหดร้ายของนาซีในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้เยี่ยมยอดเท่ากับผลงานของ สตีเว่น สปีลเบิร์ก เรื่องนี้อีกแล้ว ภาพสีขาวดำทำให้บรรยากาศของหนังหม่นหมอง ชวนสลดหดหู่ และการใช้สีแดงในฉากสำคัญก็สั่นสะเทือนความรู้สึกของผู้ชมอย่างที่สุด แต่หนังก็ทำให้เราได้รู้ว่าท่ามกลางช่วงเวลาที่โหดร้ายที่สุดช่วงหนึ่งของประวัติศาสตร์โลกยุคใหม่ ความดีงามของมนุษย์ยังคงมีอยู่เสมอ เลียม นีสัน ถ่ายทอดบท ออสการ์ ชินด์เลอร์ ได้อย่างงามสง่า เปี่ยมมิติความเป็นมนุษย์ ถือเป็นบทบาทการแสดงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเขา และเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้หนังเรื่องนี้อยู่ในความทรงจำของผู้ชมเรื่อยมา
Cr. https://www.youtube.com/watch?v=JdRGC-w9syA

          2 : Sunset Boulevard 

               มีหนังหลายเรื่องเลือกที่จะนำเสนอตอนจบตั้งแต่ต้นเรื่อง Sunset Blvd. ก็เป็นหนึ่งในนั้น
หนังเปิดมาด้วยภาพของศพผู้ชายคนหนึ่งก่อนที่เสียงของศพเริ่มเล่าเหตุการณ์ที่ทำให้เค้าพบจุดจบแบบนี้ จุดเด่นของสไตล์นี้ก็คือมันเป็นการเปิดเรื่องที่ดึงดูดใจผู้ชมตั้งแต่แรกเริ่ม แต่เพราะความที่มันถูกสปอยล์แล้วการจะรักษาระดับความน่าติดตามไปจนจบเรื่องจึงเป็นงานที่ยากกว่าเดิมเป็นสองเท่าของการเดินเรื่องแบบปกติ อย่างไรก็ดีผู้กำกับระดับบิลลี่ ไวเดอร์ (2 ออสการ์ในสาขาผู้กำกับจากการเข้าชิง 8 ครั้ง, 2 ออสการ์บทดั้งเดิมจากการเข้าชิง 4 ครั้ง และ 1 ออสการ์บทดัดแปลงจากการเข้าชิง 7 ครั้ง) ซึ่งถือเป็นมือปืนรับจ้างที่กำกับหนังได้ทุกแนวตั้งแต่ตลก ดราม่า จิตวิทยา สงคราม หนังรัก ฟิลม์นัวร์ ฯลฯ ก็คุมโทนเรื่องให้น่าติดตามไปตลอดเรื่องจนเราเผลอลืมไปเลยว่าตัวเอกของเรื่องมีจุดจบเช่นไร โจ จิลลิส (วิลเลี่ยม โฮเด็น) เป็นนักเขียนตกอับที่กำลังจะอดตายด้วยความบังเอิญเค้าเข้ามาพบกับอดีตดาราหนังเงียบชื่อดังที่ปัจจุบันเป็นคุณป้า (หรือยาย?) นอร์มา เดสมอนด์ (กลอเรีย สวอนสัน) ก่อนจะถูกจ้างให้เขียนบทกลายเป็นหนูตกถังข้าวสาร แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความหลงไหลคลั่งไคล้เกินปกติจากดารารุ่นแม่

Sunset Blvd.โดดเด่นด้วยสไตล์แบบฟิลม์นัวร์ครบถ้วน ทั้งหญิงร้ายชายเลว เล่นกับแสงและเงาเผยถึงด้านมืดของตัวละคร ผ่านเรื่องราวที่ทั้งหมิ่นเหม่ทางศีลธรรมไปจนถึงการวิเคราะห์สภาพจิตใจ กลอเรีย สวอนสันได้บทบาทแห่งชีวิตบทสำคัญบทนอร์มา เดสมอนด์ได้กลายเป็นไอดอลเมื่อว่าด้วยดาวร้ายฝ่ายหญิงและสตรีผู้มีจิตไม่ปกติถึงขึ้นบ้าบอประสาทหลอน บทดังกล่าวเหมือนเป็นการล้อเลียนสวอนสันกลายๆ เมื่ออดีดสวอนสันก็เป็นดาราหนังเงียบชื่อดังคับฟ้า จนกระทั่งการมาถึงของหนังเสียงทำให้เธอไม่เป็นที่ต้องการ ฉากที่ติดตราตรึงใจทุกคนที่ได้ชมคือฉากจบของเรื่องที่เป็นการสรุปตัวตนของเดสมอนด์อย่างน่าจดจำและเผยถึงสภาวะทางจิตใจได้อย่างยอดเยี่ยม คงกล่าวได้ว่า Sunset Blvd. คือหนังที่ดีงามที่ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์อะไรอีกแล้ว
Cr. https://www.youtube.com/watch?v=Y3P0Zpe-2og

           1 : The Shawshank Redemption 

                 "ความกลัวอาจจองจำเรา แต่ความหวังมอบอิสรภาพให้กับเรา"

หนึ่งในประโยคเรียบง่าย ที่ลึกซึ้ง และกินใจอย่างยิ่ง จากหนังอมตะที่ช่วยปลุก “พลังใจ” สร้าง “แรงบันดาลใจ” ให้ผู้คนมากมาย
Andy Dufresne นายธนาคาร ที่ถูกจับในข้อหาฆาตกรรมภรรยาและชู้รักของเธอ ซึ่งเขาก็เชื่อมั่นว่าตัวเองเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่หลักฐานต่างๆกลับโยงใยมาสู่ตัวเขา และนั่นก็ทำให้เขาต้องรับโทษจำคุกตลอดชีวิต
Andy Dufresne ตัวเอกของเรื่องที่ถูกความอยุติธรรมของกฎหมาย พิพากษา ช่วงชิง “ร่างกายและชีวิต” ถูกจองจำอยู่ในคุก ที่ไร้ซึ่งอิสรภาพ เสรีภาพของชีวิต แต่สิ่งหนึ่งที่คุกแห่งนี้ไม่อาจช่วงชิงไปจากเขาได้ก็คือ “จิตวิญญาณ” ความเป็นมนุษย์ ความศรัทธา การยึดมั่นในความดี และแสงแห่ง “ความหวัง” ที่เจิดจ้าและลุกโชนไม่มีวันมอดดับ
ตลอดช่วงเวลา 19 ปีที่อยู่ในคุก เขาได้พบเจอและเรียนรู้สิ่งต่างๆมากมาย รวมถึงการมอบ “ความหวัง” ให้กับคนรอบข้าง และสิ่งสำคัญเหนืออื่นใด การไม่หวังพึ่งใน “โชคชะตา” เขาพยายามทำสิ่งๆหนึ่ง ทำทุกๆวัน โดยไม่รอคอยให้สิ่งต่างๆเกิดขึ้นเอง และนั่นก็ทำให้เขาได้พบเจอกับสิ่งที่เรียกว่า “อิสรภาพ”
Cr. https://www.youtube.com/watch?v=6hB3S9bIaco



เนื้อหา
Cr. http://hollywood-hdtv.com/h-club/detail.php?article=12

Monday, June 1, 2015

การสร้าง Blogger


    

การสร้าง Blogger  

       
   เมื่อต้องการเริ่มเขียนบล็อกด้วยบล็อกเกอร์ ให้ไปที่ หน้าแรกบล็อกเกอร์ ใส่ชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านของคุณ จากนั้นคลิกลงชื่อเข้าใช้ ป้อนชื่อที่แสดง และยอมรับข้อกำหนดในการให้บริการของบล็อกเกอร์ จากนั้นคลิกที่ลิงก์ สร้างบล็อก แล้วเริ่มต้นได้เลย
เลือกที่อยู่ (URL) และชื่อบล็อก จากนั้นเลือกเทมเพลตบล็อกที่คุณชอบ (นี่คือลักษณะหน้าตาของบล็อกเมื่อคุณเผยแพร่) จากนั้นก็เริ่มใช้ความคิดสร้างสรรค์ เพิ่มข้อมูลในโปรไฟล์ส่วนบุคคลของคุณ และปรับแต่งลักษณะของบล็อก ถ้าคุณต้องการ เริ่มต้นเขียนบล็อกวันนี้
       แดชบอร์ด
            
       หน้าแดชบอร์ดคือจุดเริ่มต้นของคุณเช่นเคย หน้านี้จะแสดงรายชื่อบล็อกของคุณทั้งหมด และคุณสามารถคลิกที่ไอคอนถัดจากชื่อบล็อกเพื่อดำเนินการต่างๆ กับแต่ละบล็อก เช่น
  • เขียนโพสต์ใหม่: คลิกที่ไอคอนดินสอสีส้มบนแดชบอร์ดเพื่อเข้าถึงเครื่องมือการแก้ไขโพสต์
  • ดูโพสต์ของคุณ: ไอคอนรายการโพสต์สีเทาจะนำคุณไปยังรายการโพสต์ที่เผยแพร่แล้วและโพสต์ในข้อความร่างของบล็อกนั้นๆ
  • ติดตามบล็อกโปรดของคุณ: ด้านล่างรายการบล็อกของคุณ คุณจะเห็นรายการบล็อกที่คุณติดตาม พร้อมข้อความตัวอย่างจากโพสต์ล่าสุดของบล็อกเหล่านั้น
  • อื่นๆ: ดูเมนูเลื่อนลงข้างไอคอนรายการโพสต์สำหรับลิงก์ด่วนไปยัง:
    • ภาพรวม
    • โพสต์
    • หน้าเว็บ
    • ความคิดเห็น
    • สถิติ
    • รายได้
    • การออกแบบ
    • เทมเพลต
    • การตั้งค่า
     ภาพรวม
                ภาพรวม
    
         บนแท็บ ภาพรวม คุณจะเห็นกิจกรรมต่างๆ ของบล็อก ข่าวสาร และเคล็ดลับจากทีมบล็อกเกอร์ และบล็อกล่าสุดของกระดาษโน้ต
     เขียนโพสต์ของคุณ
          เมื่อคุณลงชื่อเข้าใช้บล็อกเกอร์แล้ว คุณจะเห็นแดชบอร์ดพร้อมด้วยรายชื่อบล็อก ต่อไปนี้คือสิ่งที่คุณต้องทำ
  1. คลิกที่ไอคอนรูปดินสอสีส้มเพื่อเขียนโพสต์ใหม่ และป้อนอะไรก็ได้ที่ต้องการแบ่งปันกับคนทั้งโลก
  2. ถัดไป คุณจะเห็นหน้าเว็บของเครื่องมือแก้ไขโพสต์ เริ่มต้นด้วยการตั้งชื่อโพสต์ (ไม่จำเป็น) จากนั้นป้อนเนื้อหาโพสต์
              โพสต์ใหม่
  3. เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว ให้คลิกปุ่ม ดูตัวอย่าง ที่ด้านบนเพื่อตรวจสอบให้มั่นใจว่าพร้อมที่จะดำเนินการ จากนั้นคลิกที่ปุ่ม เผยแพร่เพื่อเผยแพร่โพสต์
       เพิ่มรูปภาพ
           คุณสามารถเพิ่มภาพจากคอมพิวเตอร์หรือจากเว็บไปยังบล็อกของคุณ คลิกที่ไอคอนภาพในแถบเครื่องมือของเครื่องมือแก้ไขบทความ หน้าต่างใหม่จะปรากฏขึ้น เพื่อให้คุณเรียกดูไฟล์ภาพจากคอมพิวเตอร์ หรือป้อน URL ของภาพบนเว็บ
เมื่อคุณเลือกภาพได้แล้ว คุณจะสามารถเลือกการออกแบบเพื่อกำหนดว่าภาพของคุณจะปรากฏในบทความอย่างไร:
  • ตัวเลือก "ซ้าย" "กึ่งกลาง" และ "ขวา" ช่วยให้คุณปรับแต่งวิธีที่ข้อความบล็อกจะล้อมรอบภาพของคุณ
  • ตัวเลือก "ขนาดภาพ" จะกำหนดขนาดของภาพที่จะปรากฏในบทความของคุณ
คลิก อัปโหลดภาพ เพื่อเพิ่มภาพของคุณ จากนั้นคลิก เสร็จสิ้น เมื่อหน้าต่างการแจ้งปรากฏเพื่อแจ้งให้คุณทราบว่า "เพิ่มภาพของคุณแล้ว" จากนั้น Blogger จะนำคุณกลับสู่เครื่องมือแก้ไขบทความ ซึ่งคุณจะพบภาพของคุณพร้อมสำหรับการเผยแพร่ในบล็อกของคุณ
นอกจากนี้คุณยังสามารถเผยแพร่ภาพในบล็อกของคุณ โดยใช้อุปกรณ์มือถือ ซอฟต์แวร์ภาพที่ให้บริการฟรีของ Google Picasa หรือบริการของบุคคลที่สามเช่น flickr

       เพิ่มวิดีโอ

           เมื่อต้องการเพิ่มวิดีโอลงในโพสต์ของบล็อก ให้คลิกไอคอนรูปแผ่นฟิล์มในแถบเครื่องมือตัวแก้ไขโพสต์ที่ด้านบนของบริเวณที่คุณใช้เขียนข้อความบล็อก จะมีหน้าต่างปรากฏเพื่อให้คุณ "เพิ่มวิดีโอในบทความบล็อกของคุณ"
คลิก เรียกดู เพื่อเลือกไฟล์วิดีโอจากคอมพิวเตอร์ของคุณที่คุณต้องการอัปโหลด โปรดทราบว่า Blogger ยอมรับไฟล์ AVI, MPEG, QuickTime, Real และ Windows Media และวิดีโอของคุณต้องมีขนาดน้อยกว่า 100 เมกะไบต์
ก่อนที่จะอัปโหลดวิดีโอ เพิ่มชื่อในช่อง "ชื่อวิดีโอ" และยอมรับข้อกำหนดในการให้บริการ (คุณต้องดำเนินการนี้เฉพาะครั้งแรกที่อัปโหลดวิดีโอกับ Blogger) จากนั้นคลิก อัปโหลดวิดีโอ
ขณะที่วิดีโอของคุณถูกอัปโหลด คุณจะพบตัวจองพื้นที่ในเครื่องมือแก้ไขบทความ เพื่อแสดงว่าวิดีโอของคุณจะปรากฏที่ไหน นอกจากนี้คุณจะพบข้อความสถานะใต้เครื่องมือแก้ไขบทความ เพื่อแจ้งให้คุณทราบว่าการอัปโหลดกำลังดำเนินการ ขั้นตอนนี้จะใช้เวลาประมาณห้านาที ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดวิดีโอของคุณ เมื่อดำเนินการเสร็จ วิดีโอของคุณจะปรากฏในตัวแก้ไขโพสต์

      กำหนดค่า

         เทมเพลตเป็นสิ่งที่คุณจะใช้ปรับแต่งบล็อกได้อย่างสนุกสนาน เมื่อสร้างบล็อกใหม่ คุณจะต้องเลือกเทมเพลตเริ่มต้น ซึ่งเป็นการออกแบบพื้นฐานสำหรับบล็อกของคุณ คุณสามารถเลือกจาก เทมเพลตจำนวนมาก ที่เตรียมไว้ให้สำหรับบล็อกของคุณ เพียงเลือกเทมเพลตที่เหมาะกับความต้องการของคุณมากที่สุด
                 เทมเพลต

           เมื่ออยู่บนแท็บ เทมเพลต คุณสามารถเลือกคลิกที่ปุ่ม กำหนดค่า สีส้มเพื่อเริ่มเครื่องมือออกแบบเทมเพลต WYSIWYG (“สิ่งที่เห็นคือสิ่งที่จะได้”) หรือเลือกเทมเพลตเริ่มต้นอันใดอันหนึ่งของเรา หากต้องการแก้ไข HTML ของบล็อก ให้คลิกที่ปุ่ม แก้ไข HTML สีเทา
           นอกจากนี้ คุณสามารถปรับแต่งการออกแบบบล็อก โดยใช้อินเทอร์เฟซแบบลากและวางที่ใช้งานง่าย นอกจากนี้คุณยังสามารถเพิ่มวิดเจ็ตดีๆ เช่นการแสดงภาพสไลด์ หรือโพลจากผู้ใช้ หรือแม้แต่ โฆษณา AdSense ก็ได้ ถ้าคุณต้องการควบคุมการออกแบบบล็อกโดยละเอียดยิ่งขึ้นอีก คุณสามารถใช้คุณลักษณะแก้ไข HTML ได้ ในการแก้ไขการออกแบบบล็อก ให้ทำตามขั้นตอนต่อไปนี้
            


  1. คลิก การออกแบบ จากเมนูแบบเลื่อนลงบนแดชบอร์ดด้านล่างบล็อกที่คุณต้องการกำหนดค่า
  2. จากนั้นคลิก แก้ไข เพื่อแก้ไขแกดเจ็ตที่มีอยู่ หรือ เพิ่มแกดเจ็ต เพื่อเพิ่มใหม่
  3. ถ้าต้องการเพิ่มแกดเจ็ตใหม่หลังจากที่คุณคลิก เพิ่มแกดเจ็ต ให้คลิกที่เครื่องหมายบวกถัดจากแกดเจ็ตที่คุณต้องการ คุณสามารถเลือกวิดเจ็ตตามหมวดหมู่ หรือค้นหาวิดเจ็ตที่ต้องการในมุมด้านขวาบนของหน้าต่างแบบป๊อปอัป
  4.               add_gadget
  5. เมื่อคุณได้เพิ่มข้อมูลที่จำเป็นไปยังแกดเจ็ตที่เลือกไว้เรียบร้อยแล้ว ให้คลิกปุ่ม บันทึกการจัดวาง สีส้ม การออกแบบที่เปลี่ยนแปลงไว้จะปรากฏขึ้นในทันที
          ข้อมูลส่วนบุคคลและการอนุญาต
          ตามค่าเริ่มต้น บล็อกของคุณทุกส่วนจะเป็นแบบสาธารณะ และบุคคลทั่วไปในอินเทอร์เน็ตสามารถอ่านได้ แต่ถ้าคุณต้องการความเป็นส่วนตัว คุณสามารถทำได้เช่นกัน คุณสามารถเปลี่ยนการตั้งค่าเหล่านี้ในแท็บ การตั้งค่า | ขั้นต้น
           การอนุญาตและข้อมูลส่วนบุคคล

  1. ในส่วน "ผู้อ่านบล็อก" คุณอาจพบว่ามีการเลือก "ใครก็ได้" ไว้เป็นค่าเริ่มต้น เมื่อเปลี่ยนตัวเลือกนี้เป็น "เฉพาะผู้อ่านเหล่านี้" คุณจะพบปุ่ม เพิ่มผู้อ่าน
  2. คลิกที่ปุ่ม เพิ่มผู้อ่าน จากนั้นป้อนที่อยู่อีเมลของบุคคลที่คุณต้องการให้สิทธิ์ในบล็อกของคุณ ถ้าต้องการเพิ่มหลายคน ให้คั่นที่อยู่ด้วยเครื่องหมายจุลภาค
  3. สำหรับแต่ละที่อยู่ที่ป้อน บัญชีผู้ใช้ Google ที่เชื่อมโยงกับที่อยู่นั้นจะได้รับสิทธิ์ในการดูบล็อกของคุณ ถ้าที่อยู่ไม่ได้เชื่อมโยงกับบัญชี บุคคลนั้นจะได้รับอีเมลคำเชิญพร้อมด้วยลิงก์เพื่อให้สามารถดำเนินการหนึ่งในสามอย่างต่อไปนี้:
    • ลงชื่อเข้าใช้บัญชีที่มีอยู่
    • สร้างบัญชีใหม่
    • ดูบล็อกในฐานะผู้เข้าชม (ไม่ต้องมีบัญชี)
Cr. https://support.google.com/blogger/answer/1623800?hl=th

         คลิปวีดิโอเพื่อความเข้าใจมากขึ้น


                                 

Cr. https://www.youtube.com/watch?v=StsN4KAiUuM